ราคาของหุ้น CPALL เปิดตลาดเช้านี้ร่วงทันที หลังจากกังวลข่าวที่ "บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี" ระบุว่าผลประกอบการไตรมาส 2/63 อาจขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น เพราะ SSSG ติดลบถึง -21% YoY แต่จะเป็นไปได้จริงหรือ ? แล้วสาเหตุล่ะคืออะไร ? ต้องติดตาม!
*** ร่วงตั้งแต่เปิดตลาด...กังวลข่าวขาดทุนเป็นครั้งแรก
ราคาหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL วันนี้ร่วงแรงตั้งแต่เปิดตลาดทำจุดต่ำสุดรอบเช้าไปที่ 65.75 บาท สวนทางตลาดหุ้นไทยที่ยังบวกต่อเนื่อง โดยปิดตลาดรอบเช้าไปที่ 66.25 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ -0.75% มูลค่าการซื้อขาย 338.70 บาท
สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นเป็นเช่นนี้คงไม่พ้นความกังวล จากข่าวที่ระบุว่า CPALL อาจขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกในไตรมาส 2/63 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนำมาจากการคาดการณ์ของบริษัทหลักทรัพย์(บล.)ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ที่ระบุว่า CPALL จะรายงานผลประกอบการขาดทุนสุทธิเป็นครั้งแรกในไตรมาส 2/63 นั่นเอง
อ่านข่าวที่มีผลกับราคาหุ้นได้ก่อนใคร ด้วย efin StockPickUp สนใจสมัคร คลิ๊กเลย
แล้ว CPALL ที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยกว่าธุรกิจอื่นๆมาก จะถึงขั้นขาดทุนได้จริงหรือ .... มาติดตามกัน
*** "ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี" ชี้ตัวทำขาดทุนคือ "อาหารพร้อมทาน"
บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ระบุว่า สาเหตุหลัก ที่ทำให้ผลประกอบการของ CPALL จะขาดทุนสุทธิเป็นครั้งแรกในไตรมาส 2/63 ที่ 81 ล้านบาท ก็คือ ผลกระทบจากการล็อคดาวน์(Lockdown) และเคอร์ฟิว ทำให้คาดว่าการเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิม(SSSG)ของร้าน 7-Eleven ติดลบ -21% YoY
SSSG ติดลบแค่นี้ ทำไมถึงทำให้ขาดทุนได้ล่ะ ?
ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี อธิบายต่อว่า CPALL มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มถึง 70% ของรายได้รวม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้หลักๆมาจาก อาหารพร้อมทาน เช่น ผัดซีอิ๊ว ข้าวผัดกะเพรา ไส้กรอก และเครื่องดื่ม ซึ่งมีมาร์จิ้นสูงมาก การลดลงของยอดขายสินค้ากลุ่มนี้ย่อมทำให้อัตรากำไรและผลประกอบการลดลงอย่างมาก
ไม่ใช่แค่นั้น...
สินค้าในกลุ่มนี้ "เป็นสินค้าที่มีอายุสั้นมาก" ตัวอย่างคือ เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมู ข้าวกะเพรา มีอายุสินค้าอยู่ที่เพียง 4 วันเท่านั้น ดังนั้นเมื่อสินค้ากลุ่มนี้ขายไม่ออก ย่อมทำให้การหมุนเวียนของสินค้าหยุดชะงักลง และสินค้าหมดอายุลงไปในที่สุดสร้างความเสียหายไปอีกทางหนึ่ง
*** ลองฟังความอีกด้าน... บล.เคจีไอ เชื่อไม่น่ามีผลถึงขั้นทำให้ขาดทุน
บล.เคจีไอ ระบุว่า CPALL จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/63 ที่ 2.7 พันล้านบาท (-45% YoY และ -53% QoQ) โดยที่ประเมิน SSSG ติดลบ -17% แม้จะสมมติฐานว่าได้รับผลกระทบอย่างมากจากประเด็นดังนี้แล้ว
1.ได้รับผลกระทบจากการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 เดือน (สัดส่วน 8% ของยอดขายรวม)
2.ปิดร้านตอนกลางคืนในช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิว(รายได้ 10% ของยอดขายรวม)
3.ห้ามทำการบินระหว่างประเทศ(สมมติว่าไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเลยจากที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9 ล้านคนใน 2/62 ซึ่งมีการใช้จ่าย 50,000 บาท/เที่ยว/คน ก็ยังไม่ถึงขั้นขาดทุนสุทธิ)
และเชื่อว่าประเด็นผลกระทบจาก "สินค้าพร้อมทานหมดอายุ" ไม่น่าส่งผลกระทบถึงขั้นทำให้ขาดทุนสุทธิได้ เพราะในสินค้ากลุ่มอาหารยังมีอาหารประเภทอื่นๆ ที่ไม่ได้หมดอายุง่าย เช่น สินค้าอาหารแช่แข็ง(อายุสินค้า 1 ปี) เครื่องดื่มบรรจุขวด อาหารประเภทขนมขบเคี้ยว
*** ยังมีอะไรที่ CPALL ได้รับผลกระทบแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้อีกบ้าง?
ผู้สื่อข่าวรวบรวมข้อมูลจากธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับ 7-Eleven และมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่องบการเงินได้มาให้นักลงทุนลองพิจารณาถึงความเป็นไปได้ว่าจะทำให้ CPALL ขาดทุนจริงหรือ? ได้ดังนี้
ประเด็นงดขายแอลกอฮอล์ 1 เดือน : สินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 10% ของ 7-Eleven เลยทีเดียว และโดยพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้ว หากไม่มีการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยอดขายน้ำแข็ง และขนมขบเคี้ยวอื่นๆ ก็จะลดลงตามไปด้วย
ตลาดเครื่องดื่มครึ่งปีแรกหดตัว : ในช่วงครึ่งแรกของปี 63 ตลาดเครื่องดื่มโดยรวมหดตัวถึง -7% จากมูลค่า 1.55 แสนล้านบาท เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลาดเครื่องดื่มที่ลดลง แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้ น้ำอัดลม -2.5% เครื่องดื่มชูกำลัง -6% กาแฟพร้อมดื่ม -7% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด -12% ชาพร้อมดื่ม -13% สปอร์ตดริงก์ -13%
ลูกค้าบัตรเติมเงินหาย : อีกประเด็นที่มีโอกาสกระทบกับ 7-Eleven ก็คือลูกค้าในกลุ่มเติมเงินจาก DTAC หายไปกว่า 7.57 แสนราย ในไตรมาส 2/63 ซึ่งส่วนนี้ก็มีลูกค้า ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่กลับประเทศไปเพราะโควิด-19 อยู่เป็นจำนวนมาก
ได้รับผลกระทบจากคนเดินทางน้อย : 7-Eleven มีสัดส่วนสาขาที่ตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT อยู่ถึง 17.40% การ Lockdown และทำงานอยู่ที่บ้าน(WFH) รวมถึงการเลื่อนเทศกาลสงกรานต์ออกไป ทำให้ยอดขายในสาขาสถานีบริการน้ำมันมีโอกาสลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้บริโภคหันไปสั่งอาหารเดลิเวอรี่มากขึ้น : ที่ผ่านมาผู้อ่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราหันไปสั่งอาหารเดลิเวอรี่ผ่านแอพลิเคชั่นกันมากขึ้น เพราะด้วยการแข่งขันที่รุนแรงทั้ง ลดราคา แลกแต้ม แถมสินค้าถึงขั้น 1 แถม 1 ในบางราย ทำให้การเดินไปซื้ออาหารใน 7-Eleven เป็นเรื่องที่ไม่สะดวกอีกต่อไป
*** ศูนย์วิจัยกสิกรฯเตือนค้าปลีกหน้าร้าน ระวังกระแส New Normal
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจค้าปลีกภายหลังจากการเกิดโควิด-19 อาจทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อสนค้าผ่านช่องทางออนไลน์ จนละเลยการซื้อสินค้าหน้าร้าน โดยมีรายละเอียดดังนี้
โควิด-19 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ(New Normal) ภายหลังจากการกักตัวและทำงานที่บ้านตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเป็นการเร่งให้แพลตฟอร์มออนไลน์กลายมาเป็นช่องทางการขายที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น
จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้ผู้ประกอบการค้าปลีกแต่ละรายต้องปรับตัวและหันมารุกทำตลาดออนไลน์อย่างจริงจังและรวดเร็วขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดภายหลังการเกิดวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้คือ ในแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถตอบโจทย์สินค้าและลูกค้าที่ชัดเจนขึ้น กระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการทดลองหรือกล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้ากลุ่มใหม่ๆ มากขึ้น และเชื่อว่า พฤติกรรมเหล่านี้จะกลายเป็น New normal และยังคงอยู่ต่อไปในระยะยาวหลังจากโควิด-19 คลี่คลาย
โดยเฉพาะการซื้ออาหารสด (ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์) อาหารสำเร็จรูป/แปรรูป รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินค้ากลุ่มนี้มากนัก เนื่องจากยังคงกังวลในเรื่องของคุณภาพ (วันหมดอายุ ความสด ความอร่อย การจัดส่ง) จึงมักจะซื้อผ่านช่องทางหน้าร้านเป็นหลัก
แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ได้มีการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคเกิดความคุ้นเคยและกล้าที่จะสั่งซื้อสินค้ากลุ่มนี้ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
CPALL จะขาดทุนจริงหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจน ผู้อ่านจึงต้องพิจารณาจากข้อมูลที่เราเสนออย่างถี่ถ้วน หากประเด็น "สินค้าอาหารพร้อมทานหมดอายุ" มีสัดส่วนน้อยมากจริงๆ การขาดทุนครั้งแรกของ CPALL ก็คงจะเป็นเรื่องเหลวไหลทันที
แต่หากนักลงทุนเห็นด้วยว่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นตัวชูโรง จนอาจทำให้เกิดผลกระทบจริงๆ ก็ควรจะระวังไว้ เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อกำไรในไตรมาส 2/63 แล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาสั่งอาหารเดลิเวอรี่แทนจนเป็นเรื่องปกติในช่วง Work From Home อาจกดดันผลประกอบการในอนาคตได้อีกเหมือนกัน!
No comments:
Post a Comment